แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การดูแล แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554
การปลูกพืชตระกูลสับปะรดสี ???
สับปะรดสีเข้ามาในประเทศไทยกว่า 40ปี ส่วนสับปะรดที่เป็นผลไม้สำหรับทานนั้นมีเข้ามาในประเทศไทยครั้งแรกในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยมีถิ่นกำเนิดอยู่แถวๆอเมริกากลางไปจนถึงอเมริกาใต้ ไม้ประดับในวงศ์นี้ทีทั้งสับปะรดสี ทิลแอนเซีย เคราฤาษี วิธีดูว่าเป็นพืชในวงศ์สับปะรดสีหรือไม่ ให้สังเกตุดูจากกลีบดอกจะมี 3กลีบ มีทั้งสี ขาว ม่วง ฟ้า
Q: ถ้าหากคิดจะปลูกสับปะรดสีในกรุงเทพ ควรมีการจัดการอย่างไรให้ต้นสวย ???
A: กระบวนการเริ่มตั้งแต่การรดน้ำ หรือการให้น้ำเป็นอันดับแรก หากใช้น้ำประปาควรขังน้ำทิ้งไว้ อย่างน้อย 2วัน เพื่อให้คอลรีนในน้ำประปาระเหยออกไปหมดก่อน เนื่องจากคลอรีนจะมีผลต่อพืช คือ เมื่อรดน้ำสับปะรดแล้วน้ำจะขังบริเวณปลายใบ คลอรีนจะกัดใบ ทำให้ใบไหม้เป็นสีน้ำตาลได้ รวมถึงการฉีดน้ำลงบนยอดโดยตรงจะมีผลต่อการแตกใบอ่อนได้เช่นกัน สำหรับปัญหาที่พบกับผู้ปลูกเลี้ยงมือใหม่คือ ขยันรดน้ำมากเกินไป เพราะโดยธรรมชาติของพืชกลุ่มนี้ไม่ต้องการน้ำมากเป็นต้นไม้ที่เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยชอบรดน้ำต้นไม้ (หนีเที่ยวเป็นอาทิตย์) โดยเฉพาะในกลุ่มของบรอมีเลียดนีโอเนเจลบา ซึ่งมีรูปทรงเหมือนแจกัน หากเทน้ำลงไปสามารถกักน้ำไว้ในช่องระหว่างกาบใบได้ 0.5-2.0ลิตร แล้วแต่ขนาด ซึ่งเลี้ยงต้นไม้ได้ตั้งแต่ 7-10วัน
Q: การขยายพันธุ์ วัสดุปลูก และการให้ปุ๋ย บรอมีเลียด ???
A: นิยมการขยายพันธ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ เมื่อตัดออกมาอาจใช้ปูนแดง หรือยากันราป้ายบริเวณรอยตัด ทิ้งไว้ประมาณ 2สัปดาห์ พอตัดเสร็จวางทิ้งไว้ในกระถางเปล่า หรือหากต้องการให้ออกรากง่ายขึ้นให้วางไว้บนกาบมะพร้าวที่ชุ่มน้ำ เพื่อให้รากเกาะได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องให้สารเร่งราก จุดเจริญของรากจะอยู่ตรงโคนกาบใบ เมือ่ปลูกเสร็จให้ทำการรดน้ำหนึ่งครั้งและทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์จึงรดน้ำซ้ำ วัสดุปลูกอาจใช้จากรากชายผ้าสีดา กาบมะพร้าวสับ หรือขี้เลื่อยที่แช่น้ำไว้ 3วัน เพื่อให้ยางในเนื้อไม้ออกหมดก่อน (โดยหากนำมาใช้ทันทีจะมีผลทำให้บริเวณโคนต้นที่ชิดกับผิวดินแสดงอาการผิดปรกติ หรือที่เรียกว่าอาการเน่าคอดิน) ผสมกับถ่านหรืออิฐมอญทุบ สามารถให้ปุ๋ยละลายเข้าได้กับ บรอมิเลียดทุกชนิด ยกเว้นตระกูลเดียวคือ บรอมิเลียดนีโอเนเจลยา ไม่ควรให้ปุ๋ยเลย เพราะจะทำให้ใบยาวและเสียรูปทรง
Q: กรณีปลูกบรอมิเลียดไว้ในสวน ควรจัดสภาพพื้นที่อย่างไร ???
A: สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมคือ ชื้น แต่ไม่แฉะ ต้องการแสงมากแต่ต้องไม่ร้อน ถ้าเป็นไปได้ควรปลูกไว้ในบริเวณที่ได้รับแดดครึ่งวันเช้าจะดีกว่าแดดบ่าย และสามารถปลูกไว้กลางแจ้งได้ แต่ในช่วงฤดูร้อนควรพลางแสงให้ร่มขึ้น เช่นหากปลูกไว้ในโรงเรือนที่มี สแลนสีดำเพื่อการพลางแสงซัก 60% ให้ใช้มุ้งตาข่ายเพิ่มเข้าไปเพื่อช่วยตัดแสงลงมาให้น้อย ช่วยป้องกันใบไหม้ได้
TRIP ???
เทคนิคการให้ปุ๋ยสำหรับบรอมิเลียดเหมือนกับการให้ปุ๋ยสำหรับไม้ประดับทั่วไป ควรให้ช่วงเวลาเย็น เนื่องจากช่วงกลางคืนต่อไปอีก 12ชั่วโมง ปุ๋ยที่ให้จะยังอยู่ในรุปของสารละลาย ซึ่งต้นไม้จะสามารถดูดซึมไปได้ดี ขณะที่หากให้ปุ๋ยในช่วงเช้า เมื่อถึงตอนสายแดดแรงขึ้น น้ำระเหยเร็วจนแห้งหมด ทำให้ต้นไม้นำไปใช้ได้ไม่เต็มที่นั่นเอง
ผู้ตั้งกระทู้ ป๋าไก่ สมาร์ทตี้-จี (smartie-group-at-hotmail-dot-com)
Q: ถ้าหากคิดจะปลูกสับปะรดสีในกรุงเทพ ควรมีการจัดการอย่างไรให้ต้นสวย ???
A: กระบวนการเริ่มตั้งแต่การรดน้ำ หรือการให้น้ำเป็นอันดับแรก หากใช้น้ำประปาควรขังน้ำทิ้งไว้ อย่างน้อย 2วัน เพื่อให้คอลรีนในน้ำประปาระเหยออกไปหมดก่อน เนื่องจากคลอรีนจะมีผลต่อพืช คือ เมื่อรดน้ำสับปะรดแล้วน้ำจะขังบริเวณปลายใบ คลอรีนจะกัดใบ ทำให้ใบไหม้เป็นสีน้ำตาลได้ รวมถึงการฉีดน้ำลงบนยอดโดยตรงจะมีผลต่อการแตกใบอ่อนได้เช่นกัน สำหรับปัญหาที่พบกับผู้ปลูกเลี้ยงมือใหม่คือ ขยันรดน้ำมากเกินไป เพราะโดยธรรมชาติของพืชกลุ่มนี้ไม่ต้องการน้ำมากเป็นต้นไม้ที่เหมาะกับคนที่ไม่ค่อยชอบรดน้ำต้นไม้ (หนีเที่ยวเป็นอาทิตย์) โดยเฉพาะในกลุ่มของบรอมีเลียดนีโอเนเจลบา ซึ่งมีรูปทรงเหมือนแจกัน หากเทน้ำลงไปสามารถกักน้ำไว้ในช่องระหว่างกาบใบได้ 0.5-2.0ลิตร แล้วแต่ขนาด ซึ่งเลี้ยงต้นไม้ได้ตั้งแต่ 7-10วัน
Q: การขยายพันธุ์ วัสดุปลูก และการให้ปุ๋ย บรอมีเลียด ???
A: นิยมการขยายพันธ์ด้วยวิธีการแยกหน่อ เมื่อตัดออกมาอาจใช้ปูนแดง หรือยากันราป้ายบริเวณรอยตัด ทิ้งไว้ประมาณ 2สัปดาห์ พอตัดเสร็จวางทิ้งไว้ในกระถางเปล่า หรือหากต้องการให้ออกรากง่ายขึ้นให้วางไว้บนกาบมะพร้าวที่ชุ่มน้ำ เพื่อให้รากเกาะได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องให้สารเร่งราก จุดเจริญของรากจะอยู่ตรงโคนกาบใบ เมือ่ปลูกเสร็จให้ทำการรดน้ำหนึ่งครั้งและทิ้งไว้หนึ่งสัปดาห์จึงรดน้ำซ้ำ วัสดุปลูกอาจใช้จากรากชายผ้าสีดา กาบมะพร้าวสับ หรือขี้เลื่อยที่แช่น้ำไว้ 3วัน เพื่อให้ยางในเนื้อไม้ออกหมดก่อน (โดยหากนำมาใช้ทันทีจะมีผลทำให้บริเวณโคนต้นที่ชิดกับผิวดินแสดงอาการผิดปรกติ หรือที่เรียกว่าอาการเน่าคอดิน) ผสมกับถ่านหรืออิฐมอญทุบ สามารถให้ปุ๋ยละลายเข้าได้กับ บรอมิเลียดทุกชนิด ยกเว้นตระกูลเดียวคือ บรอมิเลียดนีโอเนเจลยา ไม่ควรให้ปุ๋ยเลย เพราะจะทำให้ใบยาวและเสียรูปทรง
Q: กรณีปลูกบรอมิเลียดไว้ในสวน ควรจัดสภาพพื้นที่อย่างไร ???
A: สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมคือ ชื้น แต่ไม่แฉะ ต้องการแสงมากแต่ต้องไม่ร้อน ถ้าเป็นไปได้ควรปลูกไว้ในบริเวณที่ได้รับแดดครึ่งวันเช้าจะดีกว่าแดดบ่าย และสามารถปลูกไว้กลางแจ้งได้ แต่ในช่วงฤดูร้อนควรพลางแสงให้ร่มขึ้น เช่นหากปลูกไว้ในโรงเรือนที่มี สแลนสีดำเพื่อการพลางแสงซัก 60% ให้ใช้มุ้งตาข่ายเพิ่มเข้าไปเพื่อช่วยตัดแสงลงมาให้น้อย ช่วยป้องกันใบไหม้ได้
TRIP ???
เทคนิคการให้ปุ๋ยสำหรับบรอมิเลียดเหมือนกับการให้ปุ๋ยสำหรับไม้ประดับทั่วไป ควรให้ช่วงเวลาเย็น เนื่องจากช่วงกลางคืนต่อไปอีก 12ชั่วโมง ปุ๋ยที่ให้จะยังอยู่ในรุปของสารละลาย ซึ่งต้นไม้จะสามารถดูดซึมไปได้ดี ขณะที่หากให้ปุ๋ยในช่วงเช้า เมื่อถึงตอนสายแดดแรงขึ้น น้ำระเหยเร็วจนแห้งหมด ทำให้ต้นไม้นำไปใช้ได้ไม่เต็มที่นั่นเอง
ผู้ตั้งกระทู้ ป๋าไก่ สมาร์ทตี้-จี (smartie-group-at-hotmail-dot-com)
สวนแนวตั้งสุดฮิปสไตล์คนรักสับปะรดสี
มุมสวนเล็กๆ แห่งนี้จัดบนพื้นที่หลังบ้านทาวน์โฮม ขนาดสวนราว 3 x 2.5 เมตร เท่านั้น เพราะแบ่งพื้นที่ออกมาจากส่วนครัวด้านหลังบ้าน.....
คุณ สมพล เบญจสว่างจิตต์ เป็นอีกหนึ่งคนที่หลงรักสับปะรดสี หรือบรอมมีเลียด (Bromeliad) อย่างสุดๆ และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เขาแสวงหาความรู้ และสะสมพันธุ์บรอมมีเลียดที่หลากหลายจนใครๆ หลายคนก็อดทึ่งไม่ได้ และยิ่งน่าทึ่งไปกันใหญ่ เมื่อการสะสมของเขาไม่ได้จัดวางอย่างทั่วไป แต่ออกแบบและตกแต่งให้กลายเป็นสวนแนวตั้งสุดฮิปที่ให้ความเย็นฉ่ำและสดชื่น
หลากหลายสับปะรดสี
เพราะความหลากหลายและเต็มไปด้วยรายละเอียด จึงนำภาพมาลงให้ผู้อ่านได้สัมผัสต้นบรอมมีเลียด อย่างใกล้ชิด โดยในแต่ละชนิดนั้นมีการจัดวางให้มีสีสันที่แตกต่าง เพื่อให้มุมสวนแนวตั้งนี้เหมือนงานศิลปะชนิดหนึ่ง
หย่อนใจในมุมสวน
และด้วยความตั้งใจให้สวนและบ้านเชื่อมต่อเป็นหนึ่งเดียวกัน จึงทุบผนังบ้านออกแล้วกรุกระจกใส เปิดพื้นที่โล่งระหว่างมุมรับประทานอาหารกับสวนเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว ต้องตา และโดนใจจริงๆ
Tips for Enjoy Gardening
ด้วยความที่เป็นลูกเจ้าของ ร้านทองคำ ร้านขายวัสดุแต่งสวนและเครื่องมือทางการเกษตรชื่อดังในตลาดนัดสวนจตุจักร คุณสมพลจึงมีความรู้ในเรื่องวัสดุต่างๆ ค่อนข้างลึกซึ้ง สามารถหยิบจับสิ่งต่างๆ มาผสมผสานกันได้อย่างน่าสนใจ ลองดูไอเดียสวนแนวตั้งเหล่านี้
+ บรอมมีเลียดแต่ละต้น คุณสมพลปลูกในวัสดุปลูกที่เรียกว่าพูไมท์ โดยใส่ตาข่ายที่ร้อยเป็นเหมือนรูปถุงแล้วมัดเรียงร้อยกันเป็นสวนแนวตั้ง
+ บังแดดให้กับบรอมมีเลียดบางตัวที่ไม่ต้องการแสงแดดแรงจัด ไอเดียนี้เกิดขึ้นมาจากความที่ไม่ต้องการตาข่ายสีเขียว หรือดำคลุมปิดพื้นที่สวน จึงทำให้ได้ทั้งประโยชน์และของแต่งสวนไปในตัว
+ ปุ๋ยละลายช้าในตะกร้อเล็กๆ สำหรับต้นบรอมมีเลียด แทรกตัวอยู่ด้านใน หากไม่สังเกตจะมองไม่เห็น
วันที่ 25/01/2011 วันแรกของการแยกหน่อของ fireball
วันที่ 25/01/2011 เป็นวันแรกของการ แยก หน่อของ fireball
รออีก 2 อาทิตย์จะนำลงดิน
และได้แยก ionantha อีกหลายต้น น่ารักมากมาย จุกสีแดง สวยมาก
เริ่มสนใจในตัวสัปปะรดสีขึ้นมาแล้วครับ หลังจากผิดหวังกับชวนชมเนื่องจาก แถวบ้านที่ระยองดินไม่ค่อยดีและไม่ค่อยได้กลับบ้านด้วยมั้ง ต้นเลยไม่ค่อยสวย แต่สัปปะรดสี แค่ดูแลนิดหน่อย ไม่มากเท่าไหร่คงเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยอยู่บ้านแบบเรา
รออีก 2 อาทิตย์จะนำลงดิน
และได้แยก ionantha อีกหลายต้น น่ารักมากมาย จุกสีแดง สวยมาก
เริ่มสนใจในตัวสัปปะรดสีขึ้นมาแล้วครับ หลังจากผิดหวังกับชวนชมเนื่องจาก แถวบ้านที่ระยองดินไม่ค่อยดีและไม่ค่อยได้กลับบ้านด้วยมั้ง ต้นเลยไม่ค่อยสวย แต่สัปปะรดสี แค่ดูแลนิดหน่อย ไม่มากเท่าไหร่คงเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยอยู่บ้านแบบเรา
วัสดุปลูกสัปปะรดสี
จากผู้รู้หลายๆท่าน ครับ คลิก http://www.pantown.com/board.php?id=15361&area=4&name=board14&topic=77&action=view
"สับปะรดหนาม" ความงามที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จัก
สวัสดี เพื่อนๆ ในช่วงสุดสัปดาห์วันแม่ครับ หลายคนอาจพาคุณแม่ไปเที่ยว หรือบางคนก็อาจกลับไปเยี่ยมเยียนคุณแม่ และบางท่านก็อาจเป็นคุณแม่ห้อง Mycacti จึงอาจจะเงียบเหงา ผมก็เลยถือโอกาสมาแนะนำให้เพื่อนๆ ที่ชอบไม้หนามคมๆ ได้รู้จักกับไม้อวบน้ำทนแล้งอีกกลุ่ม ซึ่งแทบจะกล่าวได้ว่าหาคนเล่นอย่างจริงๆ จังๆ ในบ้านเราไม่ค่อยได้เลย
ไม้ หนามกลุ่มที่ว่านี้ อันที่จริงถ้าบอกไป บางคนก็อาจจะร้อง...อ๋อ เพราะทีบ้านอาจมีปลูกอยู่บ้างแล้วก็ได้ นั่นก็คือพวก บรอมีเลียด (Bromeliad) หรือที่เรานิยมเรียกกันว่าพวก "สับปะรดสี" นั่นเอง
หลาย คนอาจตั้งข้อโต้แย้งอยู่ในใจแล้วว่าพวกสับปะรดสีมันจะเป็นไม้อวบน้ำไปได้ อย่างไร... มันน่าจะจัดเป็นพวกไม้ใบ ที่ไม่รดน้ำเดี๋ยวเดียวก็เหี่ยวแล้วไม่ใช่หรือ?
ซึ่ง ก็ถูกต้องเหมือนกันครับ แต่ว่าไม่ทั้งหมด เพราะที่จริงยังมีไม้ในวงศ์เดียวกับสับปะรด (วงศ์ Bromeliaceae) อยู่หลายชนิดในหลายสกุล ที่มีลักษณะเป็นพวกไม้อวบน้ำทนแล้ง หรือจะเรียกอย่างเป็นทางการว่า Xeric bromeliads คือเป็น สับปะรดทนแล้ง ที่แถมมีหนามแหลมคมอยู่ตามขอบใบ ดูดุเดือดไม่แพ้พวกกระบองเพชรเลยทีเดียว
สับปะรด หนามทนแล้งที่ว่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกที่อยู่ในวงศ์ย่อย Pitcairnioideae ที่จัดเป็นสับปะรดกลุ่มโบราณที่สุดในวงศ์ ส่วนใหญ่เป็นไม้ดิน คือขึ้นอยู่ตามพื้น หรือบนโขดผาหินในพื้นที่แห้งแล้งของทวีปอเมริกา โดยกระจายพันธุ์ตั้งแต่รัฐเท็กซัส ในสหรัฐฯ ลงมาจนถึงประเทศอาเจนตินา
เจ้า สับปะรดหนามทนแล้งที่ว่านี้มีอยู่ด้วยกันหลายสกุล รวมแล้วก็หลายร้อยชนิด มีความหลากหลายทั้งขนาด รูปทรงสีสันของใบ ยกตัวอย่างเช่น สกุล Orthophytum, Puya, Pitcairnia, Hechtia, Deuterocohnia, Encholirium และ Navia เป็นต้น แต่สกุลซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายอยู่ในหมู่นักเล่นกระบองเพชรและไม้อวบน้ำ ในต่างประเทศมากที่สุดก็คือ สกุล Dyckia ที่ผมเองสนใจและเริ่มเสาะหามาเลี้ยงสะสมไว้ได้ราวๆ สองสามปีแล้วครับ รวมๆ แล้วก็มีราว 100 กว่าชนิด
และ นี่คือบางส่วนใน collection ของผม ที่มีเพียงเพื่อนก๊วนสนิทบางคนเท่านั้นที่จะทราบว่า นอกจากพวกไม้โขดแล้ว ก็มีเจ้าสับปะรดหนามเหล่านี้แหละครับที่ผมบ้าเข้าขั้น !!! เชิญชมครับ

นี่ คือต้นที่หลายคนคุ้นเคย เพราะสวนคุณลุงวิชิตได้สั่งเมล็ดจากนอกเข้ามาเพาะ และนำมาจำหน่ายเผยแพร่ในบ้านเรากว่าสิบปีมาแล้ว จนเดี๋ยวนี้ต้นที่สวนชลบุรีของแกก็ติดเมล็ดเองแล้ว เรียกว่าเป็นรุ่นหลานก็มีครับ
เจ้า Dyckia marnier-lapostollei (ชื่อยาวจริงๆ ผับผ่า !) มีถิ่นกำเนิดจากประเทศ Brazil ครับ และมีความหลากหลายของลักษณะสีสัน รูปทรงของใบรวบทั้งหนาม ค่อนข้างมาก ลองดูแล้วกันครับ




แต่ต้นนี้เด็ดสุด เป็นตัวที่ใบกลายเป็นลายบั้งๆ ได้มาจากสวนของคุณลุงวิชิตเช่นกันครับ

ต้นบน Dyckia fosteriana 'Silver Queen'
ต้นล่าง Dyckia fosteriana 'Bronze'

ต้นนี้เป็นลูกผสมยังไม่มีชื่อที่เพื่อนไปช่วยเสาะหามาฝากจากรังนักผสม Dyckia ที่อเมริกา

พวกนี้ก็ลูกผสมต่างๆ ใบหลากหลายดีครับ



นอกจากใบที่เป็นสีเงินแวววาวราวกับเคลือบโลหะแล้ว พวกลูกผสมหลายตัวก็มีสีใบฉูดฉาดสวยงามได้ไม่แพ้ไม้อวบน้ำกลุ่มอื่นๆ เหมือนกัน




บางชนิดก็มีใบค่อนข้างแปลก อย่างเป็นเส้นยาวที่มีทั้งแบบใบยาว และแบบแคระใบสั้นๆ ซึ่งหายากทั้งคู่

แต่ ที่พิสดาร และถือเป็นสุดยอดของเหล่านักสะสมต้นไม้แปลกและหายากระดับโลกก็คือเจ้าต้นนี้ ครับ เพราะเนื่องจากในบรรดา Dyckia หรือที่จริงแล้ว ถ้าจะว่าไปก็คือ พืชในวงศ์สับปะรดเกือบ 3,000 ชนิดนั้นแถบไม่มีชนิดใดที่มีใบเรียงแบบพัดออกไปสองด้านเป็นระนาบเดียวกัน อย่างเจ้านี่เลย เขาก็คือ Dyckia estevesii ที่ราคาจะสูงนักหนาผมก็ไม่เกี่ยง แต่กว่าที่จะไปหามาได้นี่ซิมันยากเย็นเอาเรื่องทีเดียว

และ เพียงแค่ข่าวแพร่ออกไปว่าต้นที่ผมได้มามันเริ่มแทงหน่อ ก็ถึงกับมีเพื่อนนักสะสมสับปะรดหนามยอมบินข้ามโลกมาขอชมจากเยอรมัน !! แล้วก็ลงชื่อจองไว้...เปล่าครับ ผมไม่ได้ขาย แต่เราตกลงจะแลกของกันครับ


ที่ จริงแล้วในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา เขาเล่นพวกสับปะรดหนามกันอย่างจริงจังและเป็นเรื่องเป็นราวมาก มีการทำลูกผสมสวยๆ ออกมา แล้วพอถึงช่วงงานโชว์ประจำปี ต่างคนต่างก็จะนำไม้ของตัวออกมาโชว์กัน
ข้อเสียของการเล่นเจ้าพวกนี้ก็ คือ หาซื้อยากชมัด เพราะทั้งอเมริกาก็จะมีรังต้นไม้อยู่เพียงสามสี่แห่งเท่านั้นที่มีพวกนี้ เสนอขาย และพวกชนิดหายากๆ หรือลูกผสมเจ๋งๆ ที่มาโชว์นั้นก็แทบไม่ค่อยจะหลุดออกมาเลย ต้องตั้งตาเฝ้าคอยกันอย่างอดทนกว่าจะได้เลี้ยงต้นจริงกัน
ผมเองก็เพิ่งจะ ได้หน่อเล็กๆ ของเจ้าหนามก้างปลาสุดโปรดแบบในรูปนี้มาเมื่อเดือนก่อนนี่เอง โดยให้เพื่อนในวงการกระบองเพชรคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับเจ้าของรังสับปะรด ที่นั่นสั่งมาให้จึงสำเร็จ

นี่ เป็นพวกที่ได้มาใหม่ บางต้นรากยังไม่เดินเลย แต่ก็ไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ เพราะพวกนี้ทนทาน เลี้ยงตากแดดตากฝนสบายมาก ไม่มีเน่าสักต้น ดินปลูกก็สูตรเดียวกับดินกระบองเพชรทั่วๆไปนั่นเอง

แล้ว เจ้าพวกนี้ก็ขยายพันธุ์ไม่ยากนัก เลี้ยงๆ ไปไม่นานเขาก็จะเริ่มแตกหน่อ บางทีก็แตกจากตรงโคนต้น หรือบางครั้งยอดบนก็แตกออกเป็นหลายยอด ซึ่งถ้าเป็นหน่อข้างก็ต้องรอให้โตได้ขนาด 1/3 ของขนาดต้นแม่เสียก่อนจึงจะใช้มีดคมๆ ผ่าแยกออกมาปลูกได้

และบางต้นก็สามารถติดฝัก ซึ่งเมื่อฝักแก่แตกออก เราก็นำมาเพาะแบบกระบองเพชรได้ไม่ยาก


มาดูสกุลอื่นกันหน่อยแล้วกัน
อย่างสองต้นแรกนี่เป็นสกุล Hechtia ที่ดูคล้ายกับ Dyckia มาก แต่พวกนี้อยู่แถวเม็กซิโก และดอกต่างกัน


ส่วนพวกนี้คือสกุล Deuterocohnia มาจากแถวอเมริกาใต้ แถบบราซิล อเจนตินา


นี่ เป็นสับปะรดหนามสกุล Orthophytum ที่อยู่คนละวงศ์ย่อยกับพวกข้างบน คืออยู่วงศืย่อย Bromelioideae ซึ่งสับปะรดที่เรากินผลก็อยู่ในวงศ์ย่อยนี้เช่นกัน



สับปะรด หนามทนแล้งบางชนิดมีดอกที่ใครเห็นก็คงลืมไม่ลง นี่เป็นสกุล Puya ที่ นาย Juan เพื่อนต่างชาติของผมซึ่งบ้านเขาอยู่ที่ประเทศชิลีตรงบริเวณเชิงเขาแอนดี สถ่ายมาให้ดู และสัญญากับผมว่าจะเก็บเมล้ดตอนฝักมันแก่มาให้ แต่ไม่รู้จะมีที่ปลูกหรือเปล่า ต้นใหญ่ไม่ใช่เล่น...!!!



และ ก็ขอจบการแนะนำ "สับปะรดหนาม" ด้วยภาพนี้ ซึ่งเป็น สกุล Encholirium ที่ค้นพบเป้นชนิดใหม่ในป่าลึกของบราซิล มันเป็นต้นไม้ที่ผมเพียรพยายามเสาะหามากว่าสามปี จนในที่สุดแม้จะไม่ได้ต้น แต่ก็ได้เมล็ดพันธุ์ของมันมาเพาะ
ก็เพียงอยากให้กำลังใจเพื่อนๆ หรือใครที่กำลังตามสิ่งที่ฝันใฝ่อยู่ว่า หากเราไม่หยุดฝัน ซักวันฝันนั้นย่อมเป็นจริง

โดย Fat Man
ก็สวยทั้งนั้นเลย แต่ผมไม่สะดวกเล่น แต่ก็มีเจ้า
Dyckia marnier-lapostollei.อยู่1กอ ครับ


โดย MONT
ตอบ คุณ "triple ฬ " ที่จริงกลางแจ้งเลยก็อยู่ได้สบายมากครับ โดยเฉพาะ สกุล Dyckia, Hechtia, Encholirium, Deuterocohnia, Puya ที่ใบค่อนข้างอวบน้ำกว่าเพื่อนพ้อง แต่ถ้าเป็นพวกสกุล Orthophytum, Navia และอีกบางชนิดที่ใบเขาออกจะบางกว่าหน่อย ก็อาจต้องการแสงที่กรองแล้วสักหน่อยครับ
อย่าง Orthophytum gurkenii ที่ใบมีลายเหมือนพวกสับปะรดดินในสกุล Cryptanthus บางทีแดดจัดเปรี้ยงๆ แล้วเราทิ้งแห้งไม่ได้รดน้ำอาทิตย์นึงอาจใบเหี่ยว แต่พอรดน้ำหนักๆ ก็กลับสดใสได้เหมือนเดิมครับ
แต่ก็ไม่แน่เสมอไป อย่าง Orthophytum glabra ต้นนี้ ถ้าแดดไม่จัด ใบของเค้าก็จะไม่แดงสวยอย่างนี้ครับ
นี่ เป็นสภาพที่ผมตั้งวางเจ้าพวกนี้ ก็อยู่บนโต๊ะกระเบื้องแผ่นเรียบ ไม่ได้มีหลังคาใส หรือซาแลนใดๆ คือเปิดรับแดดรับฝนเต็มที่ แต่ก็มีเงาบ้านและไม้ใหญ่ (มะม่วงตัวแสบ...!) บังไปเสียครึ้งวันได้
ครับ อาจารย์มนตรี ผมเองก็พยายามเลือกสรรเฉพาะต้นที่สวยที่ชอบจริงๆ เหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขนาด อย่างบางสกุลที่ต้นใหญ่เกะกะมากๆ เช่นพวก Hechtia บางตัว ผมก็จะไม่เก็บ แต่ก็ดูเอาครับ ขนาดพยายามเลือกพันธุ์เล็กๆ แล้ว พอเลี้ยงไปเลี้ยงไป ๆ มันก็แตกกอแน่นเบียดกันจนต้องขยายกระถางเป็นกะละมัง ที่ทางเหลือน้อยแล้วเหมือนกัน
โดย Fat Man
credit : http://www.cactiland.com/?q=node/34
ไม้ หนามกลุ่มที่ว่านี้ อันที่จริงถ้าบอกไป บางคนก็อาจจะร้อง...อ๋อ เพราะทีบ้านอาจมีปลูกอยู่บ้างแล้วก็ได้ นั่นก็คือพวก บรอมีเลียด (Bromeliad) หรือที่เรานิยมเรียกกันว่าพวก "สับปะรดสี" นั่นเอง
หลาย คนอาจตั้งข้อโต้แย้งอยู่ในใจแล้วว่าพวกสับปะรดสีมันจะเป็นไม้อวบน้ำไปได้ อย่างไร... มันน่าจะจัดเป็นพวกไม้ใบ ที่ไม่รดน้ำเดี๋ยวเดียวก็เหี่ยวแล้วไม่ใช่หรือ?
ซึ่ง ก็ถูกต้องเหมือนกันครับ แต่ว่าไม่ทั้งหมด เพราะที่จริงยังมีไม้ในวงศ์เดียวกับสับปะรด (วงศ์ Bromeliaceae) อยู่หลายชนิดในหลายสกุล ที่มีลักษณะเป็นพวกไม้อวบน้ำทนแล้ง หรือจะเรียกอย่างเป็นทางการว่า Xeric bromeliads คือเป็น สับปะรดทนแล้ง ที่แถมมีหนามแหลมคมอยู่ตามขอบใบ ดูดุเดือดไม่แพ้พวกกระบองเพชรเลยทีเดียว
สับปะรด หนามทนแล้งที่ว่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกที่อยู่ในวงศ์ย่อย Pitcairnioideae ที่จัดเป็นสับปะรดกลุ่มโบราณที่สุดในวงศ์ ส่วนใหญ่เป็นไม้ดิน คือขึ้นอยู่ตามพื้น หรือบนโขดผาหินในพื้นที่แห้งแล้งของทวีปอเมริกา โดยกระจายพันธุ์ตั้งแต่รัฐเท็กซัส ในสหรัฐฯ ลงมาจนถึงประเทศอาเจนตินา
เจ้า สับปะรดหนามทนแล้งที่ว่านี้มีอยู่ด้วยกันหลายสกุล รวมแล้วก็หลายร้อยชนิด มีความหลากหลายทั้งขนาด รูปทรงสีสันของใบ ยกตัวอย่างเช่น สกุล Orthophytum, Puya, Pitcairnia, Hechtia, Deuterocohnia, Encholirium และ Navia เป็นต้น แต่สกุลซึ่งเป็นที่รู้จักแพร่หลายอยู่ในหมู่นักเล่นกระบองเพชรและไม้อวบน้ำ ในต่างประเทศมากที่สุดก็คือ สกุล Dyckia ที่ผมเองสนใจและเริ่มเสาะหามาเลี้ยงสะสมไว้ได้ราวๆ สองสามปีแล้วครับ รวมๆ แล้วก็มีราว 100 กว่าชนิด
และ นี่คือบางส่วนใน collection ของผม ที่มีเพียงเพื่อนก๊วนสนิทบางคนเท่านั้นที่จะทราบว่า นอกจากพวกไม้โขดแล้ว ก็มีเจ้าสับปะรดหนามเหล่านี้แหละครับที่ผมบ้าเข้าขั้น !!! เชิญชมครับ
นี่ คือต้นที่หลายคนคุ้นเคย เพราะสวนคุณลุงวิชิตได้สั่งเมล็ดจากนอกเข้ามาเพาะ และนำมาจำหน่ายเผยแพร่ในบ้านเรากว่าสิบปีมาแล้ว จนเดี๋ยวนี้ต้นที่สวนชลบุรีของแกก็ติดเมล็ดเองแล้ว เรียกว่าเป็นรุ่นหลานก็มีครับ
เจ้า Dyckia marnier-lapostollei (ชื่อยาวจริงๆ ผับผ่า !) มีถิ่นกำเนิดจากประเทศ Brazil ครับ และมีความหลากหลายของลักษณะสีสัน รูปทรงของใบรวบทั้งหนาม ค่อนข้างมาก ลองดูแล้วกันครับ
แต่ต้นนี้เด็ดสุด เป็นตัวที่ใบกลายเป็นลายบั้งๆ ได้มาจากสวนของคุณลุงวิชิตเช่นกันครับ
ต้นบน Dyckia fosteriana 'Silver Queen'
ต้นล่าง Dyckia fosteriana 'Bronze'
ต้นนี้เป็นลูกผสมยังไม่มีชื่อที่เพื่อนไปช่วยเสาะหามาฝากจากรังนักผสม Dyckia ที่อเมริกา
พวกนี้ก็ลูกผสมต่างๆ ใบหลากหลายดีครับ
นอกจากใบที่เป็นสีเงินแวววาวราวกับเคลือบโลหะแล้ว พวกลูกผสมหลายตัวก็มีสีใบฉูดฉาดสวยงามได้ไม่แพ้ไม้อวบน้ำกลุ่มอื่นๆ เหมือนกัน
บางชนิดก็มีใบค่อนข้างแปลก อย่างเป็นเส้นยาวที่มีทั้งแบบใบยาว และแบบแคระใบสั้นๆ ซึ่งหายากทั้งคู่
แต่ ที่พิสดาร และถือเป็นสุดยอดของเหล่านักสะสมต้นไม้แปลกและหายากระดับโลกก็คือเจ้าต้นนี้ ครับ เพราะเนื่องจากในบรรดา Dyckia หรือที่จริงแล้ว ถ้าจะว่าไปก็คือ พืชในวงศ์สับปะรดเกือบ 3,000 ชนิดนั้นแถบไม่มีชนิดใดที่มีใบเรียงแบบพัดออกไปสองด้านเป็นระนาบเดียวกัน อย่างเจ้านี่เลย เขาก็คือ Dyckia estevesii ที่ราคาจะสูงนักหนาผมก็ไม่เกี่ยง แต่กว่าที่จะไปหามาได้นี่ซิมันยากเย็นเอาเรื่องทีเดียว
และ เพียงแค่ข่าวแพร่ออกไปว่าต้นที่ผมได้มามันเริ่มแทงหน่อ ก็ถึงกับมีเพื่อนนักสะสมสับปะรดหนามยอมบินข้ามโลกมาขอชมจากเยอรมัน !! แล้วก็ลงชื่อจองไว้...เปล่าครับ ผมไม่ได้ขาย แต่เราตกลงจะแลกของกันครับ
ที่ จริงแล้วในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอเมริกา เขาเล่นพวกสับปะรดหนามกันอย่างจริงจังและเป็นเรื่องเป็นราวมาก มีการทำลูกผสมสวยๆ ออกมา แล้วพอถึงช่วงงานโชว์ประจำปี ต่างคนต่างก็จะนำไม้ของตัวออกมาโชว์กัน
ข้อเสียของการเล่นเจ้าพวกนี้ก็ คือ หาซื้อยากชมัด เพราะทั้งอเมริกาก็จะมีรังต้นไม้อยู่เพียงสามสี่แห่งเท่านั้นที่มีพวกนี้ เสนอขาย และพวกชนิดหายากๆ หรือลูกผสมเจ๋งๆ ที่มาโชว์นั้นก็แทบไม่ค่อยจะหลุดออกมาเลย ต้องตั้งตาเฝ้าคอยกันอย่างอดทนกว่าจะได้เลี้ยงต้นจริงกัน
ผมเองก็เพิ่งจะ ได้หน่อเล็กๆ ของเจ้าหนามก้างปลาสุดโปรดแบบในรูปนี้มาเมื่อเดือนก่อนนี่เอง โดยให้เพื่อนในวงการกระบองเพชรคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนกับเจ้าของรังสับปะรด ที่นั่นสั่งมาให้จึงสำเร็จ
นี่ เป็นพวกที่ได้มาใหม่ บางต้นรากยังไม่เดินเลย แต่ก็ไม่ค่อยน่าห่วงเท่าไหร่ เพราะพวกนี้ทนทาน เลี้ยงตากแดดตากฝนสบายมาก ไม่มีเน่าสักต้น ดินปลูกก็สูตรเดียวกับดินกระบองเพชรทั่วๆไปนั่นเอง
แล้ว เจ้าพวกนี้ก็ขยายพันธุ์ไม่ยากนัก เลี้ยงๆ ไปไม่นานเขาก็จะเริ่มแตกหน่อ บางทีก็แตกจากตรงโคนต้น หรือบางครั้งยอดบนก็แตกออกเป็นหลายยอด ซึ่งถ้าเป็นหน่อข้างก็ต้องรอให้โตได้ขนาด 1/3 ของขนาดต้นแม่เสียก่อนจึงจะใช้มีดคมๆ ผ่าแยกออกมาปลูกได้
และบางต้นก็สามารถติดฝัก ซึ่งเมื่อฝักแก่แตกออก เราก็นำมาเพาะแบบกระบองเพชรได้ไม่ยาก
มาดูสกุลอื่นกันหน่อยแล้วกัน
อย่างสองต้นแรกนี่เป็นสกุล Hechtia ที่ดูคล้ายกับ Dyckia มาก แต่พวกนี้อยู่แถวเม็กซิโก และดอกต่างกัน
ส่วนพวกนี้คือสกุล Deuterocohnia มาจากแถวอเมริกาใต้ แถบบราซิล อเจนตินา
นี่ เป็นสับปะรดหนามสกุล Orthophytum ที่อยู่คนละวงศ์ย่อยกับพวกข้างบน คืออยู่วงศืย่อย Bromelioideae ซึ่งสับปะรดที่เรากินผลก็อยู่ในวงศ์ย่อยนี้เช่นกัน
สับปะรด หนามทนแล้งบางชนิดมีดอกที่ใครเห็นก็คงลืมไม่ลง นี่เป็นสกุล Puya ที่ นาย Juan เพื่อนต่างชาติของผมซึ่งบ้านเขาอยู่ที่ประเทศชิลีตรงบริเวณเชิงเขาแอนดี สถ่ายมาให้ดู และสัญญากับผมว่าจะเก็บเมล้ดตอนฝักมันแก่มาให้ แต่ไม่รู้จะมีที่ปลูกหรือเปล่า ต้นใหญ่ไม่ใช่เล่น...!!!
และ ก็ขอจบการแนะนำ "สับปะรดหนาม" ด้วยภาพนี้ ซึ่งเป็น สกุล Encholirium ที่ค้นพบเป้นชนิดใหม่ในป่าลึกของบราซิล มันเป็นต้นไม้ที่ผมเพียรพยายามเสาะหามากว่าสามปี จนในที่สุดแม้จะไม่ได้ต้น แต่ก็ได้เมล็ดพันธุ์ของมันมาเพาะ
ก็เพียงอยากให้กำลังใจเพื่อนๆ หรือใครที่กำลังตามสิ่งที่ฝันใฝ่อยู่ว่า หากเราไม่หยุดฝัน ซักวันฝันนั้นย่อมเป็นจริง
โดย Fat Man
ก็สวยทั้งนั้นเลย แต่ผมไม่สะดวกเล่น แต่ก็มีเจ้า
Dyckia marnier-lapostollei.อยู่1กอ ครับ
โดย MONT
ตอบ คุณ "triple ฬ " ที่จริงกลางแจ้งเลยก็อยู่ได้สบายมากครับ โดยเฉพาะ สกุล Dyckia, Hechtia, Encholirium, Deuterocohnia, Puya ที่ใบค่อนข้างอวบน้ำกว่าเพื่อนพ้อง แต่ถ้าเป็นพวกสกุล Orthophytum, Navia และอีกบางชนิดที่ใบเขาออกจะบางกว่าหน่อย ก็อาจต้องการแสงที่กรองแล้วสักหน่อยครับ
อย่าง Orthophytum gurkenii ที่ใบมีลายเหมือนพวกสับปะรดดินในสกุล Cryptanthus บางทีแดดจัดเปรี้ยงๆ แล้วเราทิ้งแห้งไม่ได้รดน้ำอาทิตย์นึงอาจใบเหี่ยว แต่พอรดน้ำหนักๆ ก็กลับสดใสได้เหมือนเดิมครับ
แต่ก็ไม่แน่เสมอไป อย่าง Orthophytum glabra ต้นนี้ ถ้าแดดไม่จัด ใบของเค้าก็จะไม่แดงสวยอย่างนี้ครับ
นี่ เป็นสภาพที่ผมตั้งวางเจ้าพวกนี้ ก็อยู่บนโต๊ะกระเบื้องแผ่นเรียบ ไม่ได้มีหลังคาใส หรือซาแลนใดๆ คือเปิดรับแดดรับฝนเต็มที่ แต่ก็มีเงาบ้านและไม้ใหญ่ (มะม่วงตัวแสบ...!) บังไปเสียครึ้งวันได้
ครับ อาจารย์มนตรี ผมเองก็พยายามเลือกสรรเฉพาะต้นที่สวยที่ชอบจริงๆ เหมือนกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องขนาด อย่างบางสกุลที่ต้นใหญ่เกะกะมากๆ เช่นพวก Hechtia บางตัว ผมก็จะไม่เก็บ แต่ก็ดูเอาครับ ขนาดพยายามเลือกพันธุ์เล็กๆ แล้ว พอเลี้ยงไปเลี้ยงไป ๆ มันก็แตกกอแน่นเบียดกันจนต้องขยายกระถางเป็นกะละมัง ที่ทางเหลือน้อยแล้วเหมือนกัน
โดย Fat Man
credit : http://www.cactiland.com/?q=node/34
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)